แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟฟ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถไฟฟ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Recylce ช่วยโลกได้จริงหรือ-บทความจาก nunsina.exteen

เห็นว่าน่าสนใจ และเป็นเรื่องที่เราอาจจะมองข้ามไป ขออนุญาติเอามาลงทั้งดุ้นเลยนะครับ

-------------------------------------------------------------------------------
รายการหนึ่งทาง True ที่ผมชอบดู คือ Bull Shit : Pen & Teller รายการนี้เป็นนำเสนอ เนื้อหาที่เป็นเรื่องทั่วๆไปที่มีขึ้นบนโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่แพร่หลายไปทั้งโลกด้วย เอามานำเสนอในอีกมุมมองหนึ่งที่ต่างออกไป ไม่ใช่นำเสนอแต่ในแง่ที่ดี (มันเป็นเรื่องปรกติที่พยายามนำเสนอแต่เรื่องดีๆอยู่แล้ว) ความยาว 25 นาที/ตอน โดยประมาณ

จากตรงนี้ไปอ่านอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งนะครับ
อย่างเช่นองค์กรพิทักษ์สัตว์(PETA) ที่พยายามปกป้องสัตว์ที่ถูกทำการทดลองจากมนุษย์ และเป็นที่มีสมาชิกทั่วโลก กว่า 1แสนคนเลย รายการก็จะเสนอในแง่ความจริงในแนวคิดบ้าๆ (งงไหมเนี่ย) อย่างเช่นการช่วยบุกช่วยเหลือสัตว์ต่างๆจากห้องทดลอง ทำลายตึกห้องทดลองต่างๆ เพราะเห็นว่าเป็นการทารุณกรรมสัตว์ แล้วสัตว์ที่ ที่พวกนั้นช่วยเหลือออกมา พวกเขาเอาไปเลี้ยงมั้ย คำตอบก็คือ "ไม่" ก็ส่งให้เทศบาลเอาไปดูแลสัตว์ เทศบาลก็ไม่มีเงินดูแลสัตว์เพราะต้องใช้เงินต่อเดือนจำนวนมากเป็นค่าอาหาร ก็แบกรับค่าใช้จ่ายจากสัตว์ที่พวกนี้โยนมาให้ไม่ไหว เลยต้องฉีดยาให้สัตว์พวกนี้ตายเดือนละเป็นร้อยตัว แล้วเจ้าพวกองค์กรพิทักษ์สัตว์นี้ก็มาประท้วงเทศบาลต่อ หาว่าฆ่าสัตว์ที่ไม่มีความผิดอีก(แล้วทำไมพวกนายไม่เอาเลี้ยงล่ะ)
สำนักงานใหญ่องค์กรพิทักษ์สัตว์นี้ ทั้งที่เป็นองค์กรประเภทNGO(ไม่แสวงหากำไร) แต่เป็นตึกมูลค่า ร้อยล้านดอลล่า ตั้งอยู่ริมน้ำที่สวยงาม(เอ...เอาเงินที่ไหนมาสร้างนะ) และที่ผมฮาสุดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้หญิงที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในองค์กร ก็ป่วยเป็นโรคร้ายอย่างหนึ่งที่ ต้องใช้ยารักษาที่สร้างมาจากห้องทดลองที่ค้นคว้าจากห้องทดลองที่ทดลองจากสัตว์ที่พวกเขาพิทักษ์นั่นแหล่ะ แล้วรู้ไหมว่า พอมีคนถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้นำคนนี้ก็ตอบออกมาแนวๆว่า "ฉันต้องรักษาชีวิตของฉันเพื่อจะได้มาช่วยสัตว์ที่น่าสงสาร เหล่านั้นไง" ..............
ออกนอกเรื่องไปไกลมาก...... กลับมาๆ เรื่องRecycle ตอนหนึ่งรายการ Bull Shit นี้ก็นำเสนอเกี่ยวกับเรื่อง Recycle ผมไม่ได้อัดไว้ ไม่ได้ดูซ้ำ และไม่ได้จด เนื้อหาจึงอาจจะไม่ละเอียดนักเรื่องตัวเลข เพราะมาจากการจำในการดูครั้งเดียวเท่านั้น -*-....
ประมาณ ปี1970กว่าๆ USA ได้กำหนด สิ่งต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ(จำภาษาอังกฤษไม่ได้) หนึ่งในเรื่องนั้นคือ "Recycle" โดยผู้กำหนดแนวคิดในตอนนั้นชื่อ Jay Winston Potter.......
ของหลักๆที่เรา Recycle มีอะไรมั่ง ก็กระดาษ ขวดพลาสติก กระป๋องอลูมิเนี่ยม ใช่ไหมครับ อาจจะมีมากกว่านี้ แต่นี่คือพวกหลักๆ แต่เชื่อไหมว่าค่าใช้จ่ายในกระบวนการ Recycle กระดาษกับพลาสติก กลับแพงกว่าผลิตใหม่ เกือบ 3เท่าแถมยังได้คุณภาพไม่ดี โดยเฉพาะ พลาสติกที่รีไซเคิลแล้วเอามาทำใหม่ก็เอาทำได้แต่ของคุณภาพไม่ดีของที่ไม่ค่อยมีคนใช้ กระดาษก็เห็นๆกันอยู่ หนังสือพิมพ์นั่นไง หรือหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ของ Japan เล่มละ 2-300 บาท นั่นไงว่าคุณภาพมันดีขนยาดไหน....... ส่วนกระป๋องน้ำต่างๆที่สามารถเอามา Recycle ได้นั้น ค่าใช้จ่ายในการ Recycle ถูกกว่าผลิตใหม่ราวๆ40%เท่านั้น
เรามาลองนึกดูถึงข้อดีที่เราได้จากการ Recycle กันบ้าง

Good Enviroment - คนเรามักคิดว่า การ Recycle ดีต่อสิ่งแวดล้อม ขยะไม่ไปทำลายสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ แต่จริงๆแล้ว การเผาทำลายขยะ ก็เกิดอากาศเสียจากการเผา หรือการ Recycleสิ่งของต่างๆ ก็ต้องแยกของที่ใช้ไม้ได้เช่นพวกหมึกจากกระดาษ สารเคมีต่างๆ ออกจากสิ่งที่นำมาใช้ใหม่ได้ แล้วของที่ไม่ต้องการเหล่านั้นมันหายไปไหนล่ะ ..... เนื่องจากมันเป็นขยะเคมีที่มันอันตรายมากก็ต้องจ้างๆพวกบริษัทที่รับจำกัดพวกนี้ ไปแอบฝังตามที่ต่างๆที่เราไม่มีวันรู้อีกต่างหาก(สิ่งที่เอามาสร้างบ้าน สร้างถนนที่เราอยู่นี้ ก็อาจจะมีการปนเปื้อนสารเหล่านี้อยู่ก็ได้ ตามที่มีสารคดี การฟ้องการทิ้งสารเคมีอันตรายอย่างผิดกฏหมายทั่วๆไป .........
) ถ้าไม่เผาไม่ Recycle จะให้ทำยังไง อ้อขุดหลุมฝัง มันก็ไปเป็นการทำลาย สิ่งแวดล้อมไม่ใช่หรือ แถมยังส่งกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนให้ เรื่องนี้ ผมขอโยงไปหัวข้อ Save Enegy ครับ

Save Enegy - Recycle มันประหยัดพลังงานยังไง เอ๊ะ ถ้าลองคิดดูดีๆ ก็จะนึกได้ว่ามัน....ต้องใช้ น้ำมันเพิ่มจากรถขนขยะปรกติ ก็ต้องเพิ่มรถขนขยะ Recycle จะกระดาษจะอะไรก็เถอะ จริงไหม..... แถม... ถ้าเผาขยะ ก็ต้องใช้เชื้อเพลิงอีก ส่วนพลังไฟฟ้าที่โรงงาน Recycleตามกระบวนการต่างๆใช้ 1เดือนนั้น ก็เพียงพอที่จะใช้ตามเมืองใหญ่ๆ ได้ตั้ง 3เดือน .....อื้ม ....... การ Recycle เป็นการประหยัดพลังงาน จริงๆ
แต่เดี๋ยวก่อนเรื่องประหยัดพลังงานยังไม่จบ เรื่องที่สืบเนื่องมาจาก "ดีต่อสิ่งแวดล้อม" การกำจัดขยะที่คนทำมาช้านานนั่นคือการขุดหลุมฝังขยะ การฝังขยะปัญหาที่ตามมาคือของเน่าหม็น เกิดก๊าซมีเทนส่งผลให้คนที่อยู่รอบๆที่ฝังทิ้งขยะ เดือดร้อนใช้ไหมครับ แต่ว่าที่ USA เขามีการทำเป็นระบบ ขุดหลุมฝัง ห่างไกลแหล่งน้ำ ทำที่เฉพาะ(ขี้เกียจอธิบาย เพราะไม่รู้ละเอียด) ส่วนก๊าซ มีเทนที่ได้จากขยะ เขาเอาไปผลิตพลังงานไฟฟ้า .... โดยในรายการอ้างว่า ..... ก๊าซมีเทนจากขยะ ปริมาณ1ปี สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าได้ตั้ง 30ปี!!! คุณเชื่อหรือเปล่าล่ะ(ถ้าให้นึกภาพง่ายๆ ใครเคยเล่น Sim City นึกภาพโรงงานไฟฟ้าจากขยะไว้ แต่ในเกมมันเป็นการสร้างไฟฟ้าจากการเผาขยะซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจระบบเหมือนกัน(ใช้พลังงานจล สร้างพลังงานกลไปเกิดพลังงานกลอีกทีมั้ง) มันเลยส่งผลต่อมลภาวะในเกม .... และผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันไอ้โรงงานไฟฟ้าจากก๊าซมีเทนเนี่ยะ ส่งผลต่อมลภาวะ แค่ไหนเหมือนกัน) ส่วนที่ทิ้งขยะที่อ่อนนุช เรามีวิธีจัดการกับมันยังไงอยู่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันใครรู้ช่วยบอกที...... ท่านผู้ว่ากทม .....

Save Tree - การดาษผลิตจากเยื่อไม้ เยื่อไม้ได้จากไม้ คนจึงเชื่อกันว่าถ้า Recycleกระดาษที่ใช้แล้วเช่นหนังสือพิมพ์ จะเป็นการช่วยรักษา ต้นไม้ ทำให้มีอากาศหายใจ...... จริงๆแล้ว เยื่อไม้จากต้นไม้ที่นำใช้ในการผลิตกระดาษนั้น ได้มาจากต้นไม้ที่เขาปลูกมาเพื่อผลิตกระดาษโดยเฉพาะทำกันเป็น Farm ต้นไม้เพราะได้คุณภาพดีกว่าจะไปเอาเยื่อต้นไม้มั่วๆมาใช้(อ้าว..) ตัวอย่างบ้านเราก็โครงการ ปลูกต้นกระดาษAA ตามคันนาบ้านเรานั่นไง..... ส่วนต้นไม้ที่หายไปจากโลกปีละหลายๆล้านต้นมาจาก คนที่ตัดเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ หรือถางป่าทำพืชไร่ หรือสร้างที่อยู่มากกว่า.... เพราะฉนั้น..... การ Recycleกระดาษไม่ช่วย อนุรักษ์ต้นไม้แน่นอน ....

Save Money - การใช้ของ Recycle ไม่ได้ช่วยประหยัดเงินแน่นอนอย่าลืมว่า ของที่ Recycle มักจะคุณภาพแย่กว่า และมักจะแพงกว่า และค่าจ้างที่รัฐจ่ายให้พนักงานเก็บขยะที่มาขนขยะเราไป Recycle รัฐเอาเงินมาจากไหนก็เงินภาษี จากเราๆทั้งนั้น ....... แล้วมันประหยัดเงินเราตรงไหนเนี่ยะ ส่วนเรื่องบริษัทที่ผลิตวัตถุดิบ ก่อนจะนำไปแปรรูปก็ต้องจ่ายแพงกว่าปรกติ อีก ...... แล้วมัน ประหยัดเงินตรงไหนเนี่ยะ

Create A Job - เกิดการสร้างงาน จำนวนมาก แต่คนที่ได้รับผลประโยชน์ไม่ใช่เราๆท่านๆที่สร้างขยะกันอยู่ทุกวันแน่ๆ แต่เราสร้างงาน ให้คนที่ทำหน้าที่เก็บขยะ ขับรถขนขยะ แยกขยะ และคนที่หน้าที่ในโรงงาน Recycle มีงานและมีรายได้ เพราะฉนั้นหัวข้อนี้ผมว่ามันน่าจะเป็นเรื่องดี ........ แต่เคยได้ยินกันมั่งไหมว่า คนเก็บกวาดขยะตามท้องถนน รายได้วันละเป็น พัน ฿_฿......

ฮ่า ฮ่า ฮ่า คงสังเกตุได้ไม่ยากว่า ข้อมูลในแต่ละหัวข้อมันน้อยลงเรื่อยๆ จริงๆแล้วในรายการ ได้เสนอข้อมูลที่เราเข้าใจกันผิดๆเกี่ยวกับ Recycle ไว้ 7-8 ข้อ แต่ผมดันนึก ออก 5 เองแฮะ อีกอย่างเพราะรายการ โยงเรื่องกันไปมา อย่างงงนิดๆ คือ นำเสนอข้อมูลมาเยอะๆ แล้วแยกเป็นหัวข้อทีหลังแถมยังไม่เป็นระเบียบอีกต่างหาก ซึ่งต่างจากปรกติที่ควรจะเป็นที่ นำเสนอหัวข้อมาก่อนแล้วอธิบายเนื้อหาในข้อมูลนั้น .......... นี่แหล่ะ Bull Shit : Penn & Teller รายการที่นำเสนอข้อมูลสวาระอย่างเพี้ยนๆ.... -__-....... ดังที่กล่าวมาผมเลย ต้องมานั่งประมวลข้อมูลในหัวสมอง แยกประเภทเองอีกต่างหาก...... บวกกับระยะเวลาเป็นเดือนมาแล้วทำให้ข้อมูลลางเลือนไปบ้าง แหะ....แหะ........แหะ....

หลังจากที่ทนอ่านตัวหนังสือเป็นพรืดมาจนถึงตรงนี้ คิดบ้างหรือเปล่าว่า... "ไอ้หมอนี่ต่อต้านเรื่อง Recycle แหงๆ" ผมบอกได้เลยว่า ผมไม่ได้ต่อต้านการ Recycleอย่างยิ่ง หรือ เห็นด้วยอย่างสุดกู่ ...... ไม่ว่าจะเรื่องอะไร จะภาวะโลกร้อน จะ น้ำมันแพง ประหยัดไฟฟ้า ถุงฟ้า หรืออะไรผมก็ทำ....เท่าที่พอทำได้เท่านั้นแหล่ะ แค่ปรับมันให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันของผมโดยวิถีชีวิตไม่เปลี่ยน ....... ก็เท่านั้น
อย่างรถพลังงานไฟฟ้า ที่ช่วงหลายๆปีหลัง รถยี่ห้อดังๆทั้ง หลายพยายามผลิตกันออกมา ก่อนที่จะเกิดวิกฤต Hamburger เนี่ยะ ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นการประหยัดพลังงานตรงไหน แค่เปลี่ยนจากการใช้น้ำมันไปเป็นพลังงานไฟฟ้าเท่านั้นเอง.... ประหยัดค่าน้ำมันตอนช่วงน้ำมันแพง อาจจะใช่.....แล้วค่าไฟฟ้า จากการชาร์จไฟฟ้าให้รถจากบ้านมันเพิ่มมาในบิลตั้งเท่าไหร่ ผมเคยดูสารคดีทาง Discovery เขาเปรียบเทียบ การค่าใช้จ่ายพลังงานน้ำมันต่อพลังไฟฟ้า ผมจำตัวเลขที่ชัดเจนไม่ได้ แต่สรุปคือถ้าเราใช้รถไฟฟ้า จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าจ่ายค่าน้ำมันแน่นอน ด้านความเร็วของรถอย่าไปพูดถึงมันแล้วกัน......... ส่วนเรื่องมันดีกว่าสิ่งแวดล้อมนั้น ......เอ่อ ..... เราผลิตกระแสไฟฟ้ามากจากอะไรมั่ง....... หลักๆใหญ่ๆก็ เขื่อนกันน้ำ โรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ และ โรงงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ(น้ำมัน แก๊ส ถ่านหิน ฯลฯ) นอกจากอันแรก ........ มันดีต่อสิ่งแวดล้อมไหมนี่......

ขอบคุณถ้ายังมีคนทนอ่านมาจนถึงตรงนี้ ข้อมูล 95% นั้นมาจากรายการ Bull Shit : Penn & Teller ซึ่งเป็นรายการของทาง USA ข้อมูลทั้งหมดมาจากการวิจัยของทาง USA ล้วนๆ เพราะฉนั้น อาจจะใช้กับเมืองไทยเราไม่ได้เลยก็ได้ -___________- เขียนมาทำไมตั้งยาว................. นั่นสินะ ....... เอาเป็นว่าอ่านเล่นๆเพลินแล้วกัน (^_^)b(อีก5%มาจากความรู้ทั่วไปในสมองอันกระจ๊อยร๊อย ของผม)
แถมข้อมูลเล็กน้อย .....USA ผลิตขยะ ปีละ 220 ตัน ........ หลุมฝังขยะ กว้าง 35x35ไมล์ ลึกเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่เพียงพอจะ ใช้ฝังขยะให้ USA ได้ 1000 ปี ..... เอ่อ...ไม่รวมขยะ อิเล๊คโทรนิคมั้ง .......

-----------------------------------------------------------------------------------

ความเห้นส่วนตัวของผม : ผมเองก็ดูรายการนี้ทางช่อง True X-Zyte เช่นกัน เรื่องนี้ผมไม่ได้ดู แต่ผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยครับ ว่าการ recycle อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีนักในการจัดการกับขยะทุกประเภท และเผลอๆก่อมลพิษและใช้ค่าใช้จ่ายมากกว่าการผลิตใหม่เสียอีก รวมถึงคุณภาพของวัสดุที่ผลิตจากการ recycle ก็แย่ลงอีก มันเคยเกิดขึ้นแล้วกับรถยนต์ Mercedes-Benz รหัสตัวถัง W-124 (ก็เจ้า E-class โลงจำปานั่นแหล่ะ) ที่มีปัญหาว่าสายไฟของระบบต่างๆไม่ทนเท่าที่ควรเพราะใช้วัสดุrecycle

กับเรื่องที่ผู้เขียนบทความพูดถึงเรื่อง รถยนต์ไฟฟ้า อาจจะไม่ได้ช่วยโลกอย่างที่คิด ผมก้เห้นด้วย และผมก็คิดแบบนี้ก่อนจะมาเจอบทความนี้ซะอีก เพราะโอเค ตัวรถใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน แต่ไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จหล่ะ ก็มาจากการเผาถ่านหินหรือเชื้อเพลิงปิโตรเลียมประเภทอื่นอยู่ดี แล้วชิ้นส่วนจำพวก แบ็ตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า อันเป็นแหล่งพลังงานขับเคลื่อนหลักนั้น มันก็ต้องมีการเสื่อมสภาพ กลายเป็นขยะอันตรายอีก (ต่อให้เป้นแบ็ตเตอรรี่ Li-on ก็เถอะ) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมันก็สูงใช่เล่น รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะตามมาอีก และอีกนานครับ กว่ารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบเพียวๆจะมีศักยภาพเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมันในทุกๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถทื่ต้องใช้กำลังอย่างรถบรรทุก

ดูเหมือนว่าบางครั้ง สิ่งที่ดูดีดูเริศและน่าเชื่อถือ เป้นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป้นสิ่งที่ดูเหมือนว่าทำเพราะความหวังดี อาจจะไม่ดีอย่างที่คิดก็ได้ และผมว่าแค่เราไม่ใช้มันอย่างฟุ่มเฟือยจนเกินไป เท่านี้ก็ช่วยดลกได้มากแล้วครับ

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ขี่ม้าแทนขับรถยนต์เมื่อน้ำมันแพง....คิดดีแล้วหรือว่าประหยัดและสบายกว่า

ตอนนี้รู้สึกว่า น้ำมันเริ่มขึ้นราคามานิดหน่อยแล้วตอนที่ขับรถยนต์ไปเติมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ดูท่าว่ายังไม่มีเสียงบ่นใดๆ คงเพราะไม่ได้แพงบ้าเลือดแบบช่วงปีที่แล้ว (หรือคนไทยเริ่มชาชินกันแล้ว?) แต่ตอนที่น้ำมันแพงแบบบ้าเลือด ลิตรละ 44 บาท คือช่วงที่เต็มไปด้วยสารพัดมุขตลกเอาไว้บ่นเรื่องน้ำมันแพง โดยเฉพาะใน การ์ตูนรายสัปดาห์ชื่อดังเล่มละ15บาท ของ สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ เจ้าหนึ่ง (ที่นับวันการ์ตูนรายนี้เริ่มไร้ความเป็นกลางในการนำเสนอเนื้อหา และห่างไกลคำว่า"การ์ตูนที่เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย" เข้าไปทุกที) มีมุขเกี่ยวกับน้ำมันแพงมุขหนึ่ง ที่เป็นภาพของท้องถนนในกรุงเทพฯ แต่ฝูงรถมอเตอร์ไซต์ถูกแทนที่ด้วยม้า รถเมล์ถูกแทนที่ด้วยช้าง(แล้วมีคำว่า ขสมก แปะด้านข้าง) แล้วรู้สึกว่าเคยมีนิตยสารอะไรสักอย่างนี่แหล่ะ เอามุขนี้ไปใช้ทำเป็นหน้าปก แล้วเท่าที่ความทรงจำผมยังมี เคยได้ยินว่ามีคนบ่นว่า น้ำมันแพงแบบนี้ ขี่ม้าขี่วัวขี่ควายแทนขับรถดีกว่ามั๊ง

แต่เท่าที่ผมนึกดูอีกที มันประหยัดกว่าและสบายกว่าจริงเหรอครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า

-รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไม่ได้ขับขี่ไปไหน น้ำมันมันก็ยังอยู่ในถัง (ถ้าไม่มีการรั่วซึมหรือมีใครมาแอบเปิดถังแล้วขโมยไป) แต่ช้าง ม้า วัว ควาย อยู่เฉยๆไม่ได้ใช้งาน มันก็ยังต้องกิน แน่อนว่าค่าของกินของสัตว์เหล่านี้ อาจจะต้องใช้เงินซื้อหามาอีกเช่นกัน

-น้ำมันสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ หาง่ายกว่าหญ้าสดสำหรับม้า วัว ควาย ทุ่งหญ้ากว้างๆที่เห้นอยู่ข้างทางไม่ใช่ว่าอยู่ๆจะไปใช้ประโยชน์ได้สุ่มสี่สุ่มห้าตามใจเรา ส่วนใหญ่เป็นที่มีเจ้าของ ซึ่งถ้าเข้าไปใช้โดยพละกาลนี่ มีปัญหาตามาภายหลังแน่ๆ หย้าสดซื้อเองก็แน่อนว่าต้องใช้เงินเราอีก ที่ซื้อก็คงหายากกว่าหาปั๊มน้ำมันแน่ๆ

-รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไม่ได้ใช้งานนานๆมันก็แทบไม่ต้องเปลืองค่าบำรุงรักษาใดๆ แต่ต้องเก้บรักาาอย่างถูกวิธี เช่น ถ้าไม่ได้ใช้รถนานๆ ก็ถอดสายแบ็ตเตอรี่ออก จอดเก็บคลุมผ้าในที่ที่ไม่โดนสภาพอากาศแย่ๆ หรือถ้านานมากๆ ก็อาจจะต้องขึ้นแม่แรงล้อทั้ง4ให้ยางอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย เพื่อลดเวลาการเสื่อมของยาง แต่ช้าง ม้า วัว ควาย ต้องพึ่งพาสัตวแพทย์เพราะมันเป็นสิ่งมีชีวิต ผมว่าถ้าสัตว์เหล่านี้เจ็บป่วยที ค่าหมอค่ายาก็คงไม่ใช่เล็กๆแน่ (แม้ไม่ใช้งาน มันก็มีโอกาสเจ็บป่วยเช่นกัน)

-ใช้พื้นที่ไม่มากนักในการเป็นที่จอดรถยนต์และจักรยานยนต์ แต่สำหรับสัตวือย่างม้า วัว ควาย ต้องมีที่ใหญ่กว่าที่จิดรถพอสมควรให้มันอยู่อาศัย เกิดใครที่อยู่ทาวน์เฮาส์หรือที่อยู่อาศัยประเภทตึกสูงขึ้นมาหล่ะ ลำบากแน่ ไหนจะต้องพามันไปเดินเล่นอีกในบางเวลา แล้วตามประสาของสัตว์ ที่มันต้องร้องตามธรรมชาติของมันแม้ในยามค่ำคืน ซึ่งเมื่อมันอยุ่ในทุ่งก้ไม่เป้นไร แต่เมื่ออยุ่ในเมืองหรือที่ที่มีคนอยู่อาสัย กลายเป็นความหนวกหูขึ้นมาทันที โดยเฉพาะถ้ามันอยู่กันหลายๆคัว

-และเมื่อสัตว์เหล่านั้นกิน มันย่อมต้องขับถ่าย ก็ต้องมาลำบากเก็บกวาดมันอีกหล่ะ แล้วยิ่งเดิที่อยู่อาศัยของคุณเป็นที่ที่มีคนอยุ่เยอะแบบบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ กลิ่นเหม็นของอุจจาระสัตว์เหล่านั้นอาจะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งของคุณกับเพื่อนบ้านข้างๆ หรือทั้งละแวกบ้านเลยก็ได้ แค่สุนัขที่เราเลี้ยงกันทั่วไป ก็สร้างปัญหาแบบนี้มานักต่อนักแปล้ว ในบ้านจัดสรรหลายที่ หมู่บ้านจัดสรรบางแห่งที่มีสวนสาธารณะ ถึงกับต้องประกาศเลยว่า ห้ามนำสุนัขมาถ่ายอุจาระในบริเวณนี้
แล้วลองนึกภาพบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยช้าง ม้า วัว ควาย (แทนที่รถยนต์) แล้วเกิดมันถ่ายกลางถนนขึ้นมา เหม็นกันน่ะสิครับ ทั้งคนที่ขี่สัตว์เหล่านั้น คนเดินถนนคนอื่นก็พลอนซวยเพราะเหม็นไม่พอ ต้องระวังไปเผลอเหยียบมันอีกเวลาเดินข้ามถนน พนักงานเทศบาลได้บ่นเพิ่มขึ้นอีกเพราะแค่ลำพังขยะธรรมดาที่ต้องจัดการในแต่ละวันก็ลำบากพอแรงแล้ว แน่ยังจะมีอุจจาระจากสัตว์เหล่านี้มาเพิ่มภาระอีก แล้วทางรัฐบาลอาจจะออกกฎหมายเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกสำหรับผู้ที่ใช้สัตว์เหล่านี้แทนรถยนต์ เพื่อนำไปเป้นค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลที่สัตว์เหล่านีเปล่อยออกมาบ่นถนนสาธารณะ

เคยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งในเชียงใหม่ ใช้วิธีขี่ม้าไปทำงาน โอเคครับ เขาทำได้เพราะเขามีบ้านเป็นทุ่งหญ้าโล่งที่เอื้ออำนวยอยุ่แล้ว กับสารพัดปัจจัยทางกายภาพที่เอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นได้ แต่อย่างพวกเรานี่ จะกลายเป็นแต่ปัญหาและภาระสถานเดียว แถมไม่คุ้มด้วย

ถึงหลายคนจะอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ก็อย่างที่รู้ว่า รถไฟลอยฟ้าและรถไฟใต้ดิน มันก็ไม่ได้ครอบคลุมไปซะทุกจุด ขนส่งมวลชนหลายอย่างก็ยังขลุกขลักทั้งในด้านความสะดวก ความสะอาด ความปลอดภัย หลายคนก็มีบ้านอยู่ในจุดที่ห่างไกลขนส่งมวลชนอีก บางคนก็มีสภาวะปัจจัยทางกายภาพบางประการ ที่ต้องใช่รถยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้น้ำมันจะแพงก็ตาม

ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง แต่ไม่เคยบ่น ไม่ว่าจะบ่นด้วยปาก ด้วยการส่งSMSไปตามรายการทีวี หรือโดยการตั้งกระทู้ (ที่ต้องให้ตั้งครบ1ล้านกระทู้ มันก็ไม่ได้ทำให้น้ำมันถูกลงได้แม้แต่สตางค์เดียว) ที่ไม่บ่นไม่ใช่เพราะว่ารวยหรือมีเงินเหลือเฟือ (ถ้ารวย ป่านนี้คงนั่งเครื่องบินชั้น first class ไปซื้อเลโก้ราคาถูกที่สหรัฐอเมริกาแล้วครับ ไม่ก็ไปซื้อที่พารากอน โดยไม่ต้องสนว่าจะมีส่วนลดหรือเปล่า และแน่นอนว่ายานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง คงเป็น Porsche Cayenne ที่มีชื่อผมเป็นเจ้าของ) แต่เป็นเพราะเราควรจะปรับตัวในเรื่องการใช้น้ำมันมากกว่า เช่น วางแผนก่อนเดินทาง ไม่ใช้รถพร่ำเพรื่อ ตรวจเช็ดสภาพเครื่องยนต์เพื่อการประหยัดน้ำมัน หนัมาใช้พลังงานทางเลือก (เหลือเชื่อที่ มอเตอร์ไซต์ yamaha ที่แสนเก่าคันที่ผมขี่อยู่ประจำ จะสามารถเติม E-20 ได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ) ลดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยบางประการลง เท่านี้เราก็ประหยัดได้ไม่น้อยแล้วหล่ะครับ

หรือไม่ก็ มอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า สิครับ ประหยัดสุดๆ ก็เลือกอันที่มันดีๆหน่อยแล้วกัน บางรุ่นก็สามารถจดทะเบียนได้แบบรถปกติเพราะกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าของมันนั้น มีพละกำลังความเร็วที่ขับเคลื่อนออกมาเร็วเทียบเท่ารถมอเตอร์ไซต์เลย ผมเคยลองใช้มาแล้ว แต่พังไปนานแล้ว เพราะเป็นรุ่นที่นำเข้ามาใหม่ๆ ทำจากประเทศจีน เลยไม่ทนเท่าที่ควร ตอนนี้เหลือแต่โครงรถกับพ่อผมำด้จัดการงัดเอาแบ็ตเตอรี่ออกมา แล้วจัดการดัดแปลงรถจักรยานธรรมดาที่มีอยู่ ให้เป็นรถจักรยานไฟฟ้า โดยใช้แบต้เตอรี่ตัวเก่าจากมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าที่พังไปนานแล้ว

ตอนนี้ก็ใช้รถใช้รถใช้น้ำมันตามปกติ แต่เติมแต่ แก๊สโซฮอลล์ สถานเดียว